เข้าร้านกัญชาถูกกฎหมายครั้งแรกที่ซานฟรานฯ แล้วตะลึง… คือมันดูดีจนต้องเอามาเล่าต่อ เผื่อใครอยากใช้เป็นโมเดลหลังไทยปลดล็อกให้ค้าขายกันเสรี

โอกาสที่ไทยจะได้ใช้กัญชากันอย่างเสรีเริ่มมีเค้ารำไร หลังพรรคภูมิใจไทยชูนโยบายเอาใจ “สายเขียว” และคว้าที่นั่งในสภาจากการเลือกตั้งล่าสุดที่ผ่านมาได้เป็นกอบเป็นกำ

ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่สัปดาห์ ผมมีโอกาสแวะไปเที่ยวนครซานฟรานซิสโกในสหรัฐอเมริกามา 4-5 วัน ระหว่างเดินทางจากสนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก หรือ SFO ไปที่พักใจกลางเมือง สายตาที่แทบไม่ละจากวิวสองข้างทางก็เหลือบไปเห็นป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ เป็นป้ายโฆษณาขนมขบเคี้ยว “กัมมี่” ผสมกัญชา เลยนึกในใจขึ้นมาว่า เออ…น่าลอง

ขอเล่าแบ็คกราวด์สั้นๆ เผื่อใครยังไม่ทราบ ซานฟรานฯ เป็นส่วนหนึ่งของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และแคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในมลรัฐของสหรัฐฯ ที่ประกาศให้ใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ (recreational marijuana use) ได้ถูกกฎหมาย …พูดง่ายๆ ไม่ต้องมีใบสั่งยาจากหมอ ก็ดูดกัญชาเล่นๆ กันได้ กฎหมายนี้เพิ่งเริ่มมีผลเมื่อต้นปีที่แล้ว (2561)

วิธีหาร้านขายกัญชาที่นี่ก็ไม่ยาก เริ่มจากใช้มือถือเปิด Google map แล้วเสิร์ชคำว่า “Cannabis store” รายชื่อร้านกัญชาที่อยู่ในละแวกใกล้ๆ ก็จะเด้งขึ้นมา แถมลิสต์ที่ได้ยังมีคนโหวตให้ดาว และเขียนรีวิวให้อ่านประกอบการตัดสินใจ

ผมเลือกไปร้านที่คนรีวิวชมกันเยอะ และได้ดาวมากสุดชื่อ Barbary Coast Dispensary สังเกตว่าร้านกัญชาที่นี่มักตั้งชื่อลงท้ายว่า Dispensary ซึ่งแปลว่าร้านขายยา เดาว่าน่าจะฟังดูดีและอาจเปิดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลยังอนุญาตให้ขายกัญชาเฉพาะทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว

จากหน้าร้านมองเข้าไปแทบไม่รู้เลยว่าขายกัญชา นึกว่าเป็นผับบาร์หรูหราทั่วไป

เดินเข้าประตูไป ด่านแรกที่เจอคือโต๊ะลงทะเบียนและตรวจบัตร ลูกค้าทุกคนต้องเข้าคิวโชว์ไอดีที่รัฐบาลออกให้ ผมใช้พาสปอร์ตไทยเพื่อยืนยันว่าอายุเกิน 21 ปีตามที่กฎหมายกำหนดจึงเข้าได้

ผ่านด่านสแกนอายุไปเป็นห้องที่ตกแต่งดูดีมีคลาส มีเคาน์เตอร์จำหน่ายกัญชาสไตล์เรียบหรูตั้งเรียงรายอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนอีกฝั่งของห้องเป็นโซฟาหนังตั้งเรียงชิดผนัง มีจุดเข้าคิวรอซื้ออยู่กลางห้อง พอเคาน์เตอร์ไหนว่างพนักงานประจำเคาน์เตอร์ก็จะเรียกลูกค้าตามคิวไปสอบถาม สามารถรับของและจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์นั้นได้เลย

ผมไปกับแฟน และเพื่อนอีกคนที่เรียนอยู่ที่นี่ เราเดินเข้าไปพร้อมกันที่เคาน์เตอร์หนึ่งซึ่งมีพนักงานหญิงวัยรุ่นตัวเล็กๆ ยืนประจำการ

เธอพูดจายิ้มแย้มทักทาย และสอบถามประวัติการใช้กัญชาของพวกเราก่อนจะให้คำแนะนำ และอธิบายอย่างละเอียดว่าผลิตภัณฑ์ไหนออกฤทธิ์อย่างไร โดยใช้แท็บเล็ตเปิดข้อมูลของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดจากเว็บไซต์ของร้านโชว์ประกอบคำอธิบาย

ข้อมูลบนเว็บไซต์มีทั้งชื่อ รูปภาพ ราคา และรายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด อาทิ สัดส่วนของสาร THC และ CBD ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท และสายพันธุ์กัญชาที่นำมาใช้ ผมไม่รู้ข้อมูลพวกนี้มาก่อน พนักงานก็เต็มใจอธิบายให้ฟังอย่างสุภาพ และอารมณ์ดี

กัญชาที่ขายมีทั้งแบบตากแห้งนำไปมวนเอง และแบบมวนมาให้แล้ว รวมถึงสินค้าแปรรูปหลากหลาย เช่น คุ้กกี้ กัมมี่ ไวน์ เป็นต้น

สุดท้ายเรา 3 คนตัดสินใจซื้อกัญชาแบบ Preroll ที่มีสาร THC ต่ำแค่ประมาณ 12% มา 1 มวน ($8) เพื่อแบ่งกันลอง และสั่ง “กัมมี่” กัญชารสแตงโมเอากลับบ้าน 2 กระปุก (กระปุกละ $20)

ปกติทางร้านจะมีห้องรับรอง หรือเลานจ์ ให้ลูกค้าสามารถเข้าไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาได้เลย เนื่องจากกฎหมายห้ามสูบกัญชาในที่สาธารณะ แต่วันที่พวกเราไปพนักงานบอกว่าเลานจ์ปิดปรับปรุง จึงแนะนำให้ไปใช้สถานที่ของอีกร้านในเครือเดียวกันที่ห่างออกไปไม่ไกล

พวกเราเดินไปประมาณ 10 นาทีก็ถึงร้านที่ว่า มีชื่อว่า Moe Greens ก่อนเข้าร้านต้องไปลงทะเบียน และตรวจอายุอีกเช่นเคย จากนั้นจึงโชว์ใบเสร็จของร้านแรกให้ดู และนำของที่ซื้อมาเดินตรงเข้าไปใช้ในเลานจ์ได้เลย

บรรยากาศในเลานจ์แทบไม่ต่างจากร้านอาหารหรูๆ หรือบาร์ดีๆทั่วไป เพียงแค่ด้านในไม่ได้เสิร์ฟอาหารหรือแอลกอฮอล์ มีแต่กัญชา และแน่นอนสัมผัสแรกที่เดินเข้าไปคือมวลหมอกควันจากกัญชาที่ตลบอบอวล มีลูกค้านั่งสูบนั่งคุยกันเป็นกลุ่มๆ ตามโต๊ะ หลังจากเราเลือกโต๊ะที่นั่งได้ พนักงานก็เดินมาทักทายพร้อมเอาน้ำเปล่าใส่แก้วกระดาษใบเล็กๆ มาตั้งให้คนละใบ

บนโต๊ะแต่ละโต๊ะจะมีถาดใส่อุปกรณ์การเสพไว้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นไฟแช็ค บ้องที่ทำจากแก้ว ทิชชู่เปียก และอื่นๆ พนักงานที่เดินไปมานอกจากจะคอยเสิร์ฟน้ำเปล่าให้แล้วยังช่วยดูแลลูกค้าเผื่อใครมีปัญหาสุขภาพหลังใช้กัญชาจะได้แก้ปัญหาได้ทัน

อย่างแฟนผมที่สูบไปได้ไม่นานก็มีอาการง่วงนอนและท้องเสีย พนักงานเห็นเข้าไปในห้องน้ำนานจึงเดินมาบอกที่โต๊ะให้พวกผมไปช่วยเรียก และพยายามเปิดประตูเข้าไปช่วยหลังไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ

จังหวะที่จะไขกุญแจเข้าไป แฟนผมก็เปิดประตูสวนออกมาพอดี สภาพหน้าตาอิดโรย พนักงานเลยรีบพาออกไปสูดอากาศนอกร้าน พร้อมสอบถามอาการอย่างเป็นห่วงเป็นใย เห็นสภาพแบบนี้แล้วพวกเราเลยต้องรีบเรียกแท็กซี่พากลับไปพักที่โรงแรม พอได้นอนสักครู่อาการก็ดีขึ้น เธอเล่าว่าตอนสูบไปแล้วรู้สึกง่วงจนควบคุมไม่ได้ ก่อนจะมีอาการท้องเสียตามมา ประกอบกับเป็นช่วงปวดประจำเดือน จึงรู้สึกปวดท้องปานจะขาดใจ

ตอนเข้าไปในห้องน้ำ เธอได้ยินเสียงคนเคาะเรียก และพยายามตอบกลับแล้ว แต่คงเพราะอาการต่างๆที่ว่ามารุมเร้า เสียงจึงไม่ดังพอที่คนข้างนอกจะได้ยิน

สำหรับเอฟเฟคจากการสูบกัญชาที่ซื้อมา เพื่อนที่ไปด้วยกันก็บอกว่าท้องเสียหลังสูบ มีแต่ผมที่เพิ่งลองครั้งแรกและไม่เป็นอะไร กลับรู้สึกดีกับกลิ่นและรสชาติ รวมถึงบรรยากาศในเลานจ์ ส่วน “กัมมี่” รสแตงโมผสมกัญชาที่ซื้อมา พวกเราลงความเห็นว่ากินแล้วทำให้ง่วง เหมาะกับคนมีปัญหาการนอนเป็นอย่างยิ่ง

สื่อท้องถิ่นของอเมริการายงานว่า ร้านกัญชากำลังกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวใหม่ให้ซานฟรานซิสโก โดยนอกเหนือจากสะพานโกลเด้นเกต รถราง และวิวทิวทัศน์อันสวยงามของเมืองนี้แล้ว นักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั้งใน และนอกประเทศก็มักมาลองเข้าร้านกัญชากัน

มลรัฐแคลิฟอร์เนียคาดว่า รายได้จากยอดขายกัญชาตลอดปีแรกที่มีการเปิดเสรีเมื่อปี 2561 น่าจะสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ (155,000 ล้านบาท)

ที่หยิบมาเล่าทั้งหมดไม่ใช่ต้องการส่งเสริมให้คนไปดูดกัญชา เพียงแต่อยากชี้ช่องทางการใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่ หากบ้านเราจะมีการเปิดเสรีอย่างจริงจัง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here